[PSE]Ch.2 The Cryptic Disguise

posted on 01 Nov 2013 00:05 by rinrin in PSE
[PSE Community]
 
 
แปะตัวละครก่อน
===========================
**ต้องขอบคุณเพื่อนๆที่ช่วยร่าง+ลงสีค่ะ**
 
แปะเป็นฟิคนะคะ
 
 
===========================

 

                “หนีไวนักนะ..”

 

                เสียงพึมพำปะปนไปกับสายลมที่ปะทะใบหน้า ปีกขาวคู่กายพัดกระพือส่งแรงพุ่งแหวกอากาศไปยังจุดหมาย..ที่อยู่ของไอริสที่กว่าจะได้มาเขาต้องคว้าน้ำเหลวไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง นางท้าทายเขาครั้งแล้วครั้งเล่าโดยที่เขาทำอะไรนางไม่ได้เลย

                “ต้องฆ่า..” เพราะนั่นคือคำสั่ง ไม่ว่าจะเพราะอะไรคำสั่งก็คือคำสั่ง ได้ยินว่านางขโมยอาวุธสำคัญไปจากสวรรค์ แต่เป็นอะไร สำคัญมากพอที่ทำให้มีคำสั่งให้เทวทูตปลิดชีพกันเองเช่นนี้หรือไม่...ไม่ใช่ธุระของเขา

                ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องรับรู้...นั่นเป็นปัญหาระหว่างนางกับสวรรค์ ไม่เกี่ยวข้องกับเขา อีกอย่าง...

                “โอ๊ย!” ความเจ็บแปลบทำลายความคิดในหัวทั้งหมดได้ในทันที ความรุนแรงที่เหมือนจะระเบิดกะโหลกได้เป็นเสี่ยงนั้นทำให้ปีกขาวเสียศูนย์และร่วงดิ่งลง โสตประสาทสับสน ภาพที่เห็นเหมือนไม่จริง ภาพจริงก็เหมือนจะไม่เห็น ประสาทสัมผัสทั้งหมดเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกกะทันหันด้วยความเจ็บปวดที่รุนแรงเกินต้านทาน

                ปีกขาวที่ควรโบยบินบนฟ้ากระแทกพื้นคลุกฝุ่นหินดินทรายจนหมอง แต่โชคดีที่เจ้าตัวสามารถเรียกสติบังคับปีกร่อนลงได้ก่อนถึงพื้นทำให้แรงกระแทกน้อยลง ไม่เช่นนั้นบาดแผลที่เกิดขึ้นบนร่างกายคงไม่เป็นเพียงแผลถลอกฟกช้ำแน่

 

                “เอาอีกแล้ว..บ้าชิบ..”

                เขาหอบแฮ่ก ฝืนยันตัวให้พลิกหงาย...เมื่อลืมตาอีกครั้งก็มองเห็นเพียงแสงสว่างรอบกาย...แสงที่จัดจ้าจนดวงตาพร่ามัวอีกครั้ง แดดยามเที่ยงช่างซ้ำเติมดวงตาที่พร่ามัวได้อย่างเหมาะเจาะ ไอระอุจากดินแตกระแหงเผาไหม้แผ่นหลังจนแสบร้อนแต่ก็ยังไม่อาจเทียบเท่าความทุกข์ทรมานในหัว

 

                มันเหมือนคำสาป..ไร้สาเหตุ ไร้อาการเตือน ไม่สามารถหาทางเยียวยาช่วยเหลือตนเองได้เลย

 

                ชาริสรู้ดีว่านี่ไม่ใช่อาการป่วยทางกาย ร่างเทวทูตของชาริส ซินเทียเป็นหนุ่มวัยกลางคน สูงกว่าร้อยแปดสิบเซนติเมตร แม้ใบหน้าจะดูเศร้าหมอง ผิวออกซีดคล้ายคนอิดโรย แต่ในเรื่องความสามารถเขามั่นใจว่าตนไม่แพ้บรรดาเทวทูตองค์ใดในระดับกลางทั้งนั้น....หากไม่ได้อยู่ในอาการเช่นนี้..

 

                “อ๊ากกกก....หยุด..! ...พอแล้ว.. พอ!! ข้าไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น!!” 

 

                เขามักทุกข์ทรมานจากภาพต่างๆที่หลั่งไหลเข้ามาในหัว มันเหมือนเทปที่ขาดตอน ไม่อาจปะติปะต่อเรื่องราวได้ แม้จะปรากฏซ้ำไปซ้ำมาก็ไม่ช่วยให้เขารับรู้อะไรได้นอกจากความเจ็บปวดทรมานจนอยากดับสูญไปเสียเดี๋ยวนั้น

                และไม่อาจทำอะไรได้นอกจากอดทนรับชะตากรรมจนกระทั่งมันจางหายไปเอง ..อาจจะห้านาที สิบนาที บางครั้งอาจยาวนานถึงชั่วโมงหรือจนกระทั่งเขาสลบไปเพราะทนไม่ไหวก็ตามแต่ และโชคดีที่ครั้งนี้ไม่เป็นเช่นนั้น

                แต่อย่างไร..ความเจ็บปวดขนาดนี้ นาทีเดียวก็เกินทน ร่างสูงยังถึงกับหอบแฮ่ก

                “บางที...ความตาย..อาจจะเป็นการหลุดพ้นที่ดี..นะ..”

 

 

                “นั่นเป็นคำพูดของเทวทูตหรือนี่..?”

 

                “ใคร...?” เสียงของเขาแหบแห้ง

                ชาริสได้ยินเสียงกระพือปีกลงมาข้างตัว เมื่อปรับสายตาได้จึงเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งจำได้ว่าเคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่งในข้อมูลของภารกิจนี้

“ให้ฉันรอเสียนานนะเทวทูตผู้โง่เขลา สิ่งนั้น...คงทำให้เธอเชื่องไม่น้อย..แต่ก็คงไม่เท่ากับสิ่งที่เธอกำลังเป็นอยู่ตอนนี้ก็ได้..." เธอชี้ไปที่ปลอกสีนิลดำ ดวงตาไม่บ่งบอกความในใจใดๆ เธอปรายตามองสภาพเทวทูตที่พื้นแล้วฉีกยิ้มหยัน

             ”เอลิเชี่ยนไม่มั่นคงอีกต่อไปแล้ว น่าเวทนา..." ว่าพลางสายตาทอดยาวไปไกล

 

              “.....ดูเหมือนว่าจะรู้อะไรมาสินะ..ก็เลยโดนหมายหัวเอาแบบนี้..”

              “หึ หมายหัวหรือ? หมายหัวด้วยการเทวทูตที่มีสภาพน่าสังเวชเช่นนี้มาตามเอาชีวิตข้าน่ะหรือ?” นางเลิกคิ้วโก่งเรียวขึ้น

              “ตั้งใจจะพูดอะไรก็พูดมา ” ชาริสยันตัวขึ้น ทว่าทันทีที่เขาขยับนางก็จ่อปลายดาบที่ลำคอของเขาทันที

              “ไม่ลองคิดดูหน่อยหรือว่าใครกันแน่ที่ถูกหมายหัว? บางที...เจ้าอาจจะถูกส่งมาตายที่นี่มากกว่าก็ได้?”

เป็นครั้งแรกที่เทวทูตระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมา เขายิ้มหยันและยังขำไม่หายแม้ว่าคมดาบจะแนบผิวเนื้อ

                “ตลก ฆ่าข้าไปแล้วยังไง? ข้าเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าข้าสำคัญกับเอลิเชี่ยนถึงขนาดนั้น? ไอริส..ท่านอย่าทำให้ข้าขำหน่อยเลย คิดว่าข้าตายไปแล้วมีอะไรดีขึ้นหรือ..?...ไม่ ไม่มี! อย่างมาก...เอลิเชี่ยนก็ต้องเปลืองเวลาหาคนใหม่มาจัดการเจ้าก็เท่านั้น....และท่านก็รู้ว่า เอลิเชี่ยนไม่กังวลเรื่องนั้นแน่..อย่างที่ท่านว่า..’หมายหัวด้วยเทวทูตที่มีสภาพน่าสังเวช’ อย่างข้า....”

 

               หากเอลิเชี่ยนต้องการเอาชีวิตนาง หากว่านางเป็นภัยมหันต์เกี่ยวข้องกับชะตาของเอลิเชี่ยนอย่างใหญ่หลวงจริง..ไม่สู้เอลิเชี่ยนทุ่มกำลังพลเข้าจัดการนางในพริบตาไปเลยไม่ดีกว่าหรือ? อีกอย่าง...

 

                “เจ้า..” คำพูดของนางชะงักอยู่เพียงเท่านั้น สีหน้าแววตาพลันวูบไหวเปลี่ยนไป นางนิ่งงันไปโดยไร้สาเหตุเสียเฉยๆ

ชาริสฉวยโอกาสนั้นพุ่งหอกเข้าใส่ทันที

                “ที่จริงถ้าเจ้าฆ่าข้าได้ก็ดีหรอก แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม..ข้ายังตายไม่ได้” น่าเสียดายที่นางหลบได้ทัน เขาหมุนหอกกลับมากระชับแน่นพร้อมรับมือในทันที

                “แม้ว่าจะตัวคนเดียว..ต่อสู้เพียงลำพังอย่างน่าเวทนาน่ะเหรอ..?”

                “นั่นมันเป็นเรื่องของข้า!”

                พริบตาชาริสก็เข้าถึงตัวเทพีไอริส สีหน้านางเปลี่ยนไปเมื่อพบว่าเทวทูตผู้นี้สามารถไล่นางทันและมีความว่องไวทัดเทียมนาง...ไม่แน่ว่าอาจจะมากกว่านางอยู่ขั้นหนึ่งด้วยซ้ำ

                เป็นไปได้อย่างไร...? หรือว่าพลังของเทวทูตผู้นี้คือ...

 

                “พาวเวอร์ บูสท์เตอร์นี่...ช่างเหมาะกับเธอเสียจริง แต่ว่า...” จะเอาชีวิตเทพีอย่างนางหรือ..? คงไม่ง่ายนักหรอก

                ถึงแม้จะเร่งพลังและความเร็วจนเหนือกว่าไอริส แต่ชาริสกลับทำได้เพียงบาดแผลผิวเผินเท่านั้น เขาไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดนางจึงอ่านการจู่โจมของเขาออกทุกครั้งทั้งที่ไม่เคยประมือกัน ทั้งที่เขาในตอนนี้มีความเร็วมากกว่า..?

 

                “เธอไม่ชนะหรอก เทวทูตเอ๋ย”

 

                หมายความว่าไง...?

 

                “ยังไม่เข้าใจอีกหรือ...? ที่จริงเธอน่าจะรู้ตัวได้แล้วนะว่าเธอ..เอาชนะชั้นไม่ได้หรอก!” นางเหยียดยิ้มก่อนที่จะหมุนดาบพุ่งเข้าโจมตีช่องว่างของเขาได้อย่างแม่นยำ หอกยาวที่เกิดจากจิตของผู้ใช้กระเด็นไปไกลและสลายหายไป

                ชาริสพลิกเท้าครั้งหนึ่งตั้งใจกลับตัวหลบคมดาบของนาง ทว่า..มันกลับไล่ตามดักหน้าดั่งรู้ใจ ทั้งที่เขาใช้พาวเวอร์บูสเตอร์อยู่แต่ก็ยังหลบได้ไม่พ้น ดาบของนางถากเนื้อไหล่ซ้ายเป็นรอยลึก เครื่องแบบสีขาวต้องเปรอะเลือด

                สีขาวเป็นสีของแสงสว่าง..สีของพระเจ้าและความบริสุทธิ์ดีงาม ทว่าบัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นสีคาวโลหิต

 

                เทวทูตมองเครื่องแบบของตน มองอาภรณ์ขาวของนางแล้วอดเย้ยหยันไม่ได้

                “เทพีกับเทวทูตเอาชีวิตกันเอง..น่าขำสิ้นดี”

                “นั่นสินะ ชั้นเอง..ในฐานะที่เป็นนางฟ้า ชั้นเคยเชื่อในพระบิดา เชื่อในพระผู้เป็นเจ้าว่า...ท่านจะต้องทรงเมตตา แต่แล้วอย่างไร..?ทั้งที่ข้าเชื่อในพระองค์มาตลอด...แต่ว่า..ข้าก็ต้องมาลงเอยเช่นนี้..” นางสูดลมหายใจ ดวงตาไม่ชายแววใดๆ ชั่วอึดใจก็ระเบิดความคั่งแค้นพุ่งคมดาบเข้าหา หมายยุติทุกสิ่ง

 

                “นี่คือการตอบแทนที่ข้าได้รับจากพระองค์หรือ!?”

 

 

                แปล๊บ

 

                ร่างกายที่จะขยับหลบพลันชะงัก เป็นผลให้ดาบที่ซัดเข้าจุดตายพลาดเป้า แต่ก็ยังสร้างบาดแผลลึก เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นในขณะที่เทวทูตทรุดกายลงแผดเสียงโหยหวน

                แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องทรมานนั้นไม่ใช่บาดแผลเลยแม้แต่น้อย

                “อ๊ากกกกกกกกกกกกก” อีกแล้ว ภาพพวกนั้นอีกแล้ว!

                “นี่เธอ...?” เทพีไอริสเห็นภาพนั้นทั้งหมด..นางมองเขาทุรนทุรายด้วยความรู้สึกซับซ้อน..

                นางเป็นผู้มีความสามารถในการอ่านใจ นางจึงสามารถล่วงรู้ความในใจ การตัดสินใจและความคิดต่างๆของคู่ต่อสู้ได้เมื่อประกอบกับความว่องไวอันเป็นจุดเด่นของนาง นางจึงสามารถรับมือและจู่โจมคู่ต่อสู้ที่มีพลังเหนือกว่านางได้ไม่น้อย ทว่า..ไม่คาดคิดว่าจะเกิดความแปรปรวนกะทันหันในใจอีกฝ่าย ความเคลื่อนไหวจึงผิดไปจากที่นางอ่านได้ ดาบของนางจึงพลาดจุดตาย

 

                และยิ่งไปกว่านั้น...นางเห็น...เห็นทุกอย่างที่เขาเห็น

 

                หญิงสาวผู้หนึ่งในชุดชาวบ้านนั่งประสานมือต่อหน้าไม้กางเขนไม้ธรรมดาที่เก่าคร่ำคร่า ผิวนางขาวดั่งหิมะ ขาวและซีดเซียวแทบไร้สีเลือด หากแต่มันกับไม่สามารถบดบังความงามและความหวังในดวงตาของนางได้ รอยยิ้มเปี่ยมหวังตัดกับร่องรอยกรำทุกข์โศกนานาสารพันของนางชวนให้สะท้อนใจ

                ที่ตรงนั้นมีเด็กน้อยที่เฝ้ามองนาง ประสานมือคุกเข่าก้มหัวเคียงข้างนางต่อหน้ากางเขนอันศักดิ์สิทธิ์

               

 

 

                ตราบใดไม่สิ้นศรัทธา..ตราบนั้นพระผู้เป็นเจ้าย่อมเมตตาเราสักวัน

 

                อุปสรรคหนักหนากดดันเคี่ยวกรำกรวดหินให้เป็นเปลี่ยนเป็นเพชรเลอค่าที่ทุกคนใฝ่ฝัน

 

                ถึงฝนจะตกหนักเพียงใดแต่ฟ้าหลังฝนย่อมสดใส และพระองค์จะต้องประทานมาให้เราอย่างแน่นอน

 

                เพราะทุกข์หนัก จึงซาบซึ้งกับความสุขได้ยิ่งกว่าใคร เพราะรู้ว่าความมืดมิดเป็นอย่างไรจึงรู้ว่าแสงสว่างเป็นอย่างไร...พระองค์เพียรชี้แนะเพื่อนำทางมาสู่อ้อมอกพระองค์ ที่ๆจะได้รับพระเมตตาอันเป็นนิรันดร

 

 

 

                ตราบใดไม่สิ้นศรัทธา..

               

                ทั้งที่เชื่อมาตลอด ทั้งที่เพียรพยายามฝ่าฟันและอดทน อดทนเก็บวามหวังลมๆแล้งๆมาตลอด ทั้งที่ศรัทธา ทั้งที่ภักดี ทั้งๆที่เป็นอย่างนั้น...ทำไมมันถึงต้องเป้นแบบนี้? นี่หรือความเมตตาของพระองค์? นี่หรือสิ่งที่พระองค์มอบให้ผู้ที่ภักดีต่อท่าน....นาง..ความภักดีของนางมีไม่พอหรือพระองค์จึงทอดทิ้งนาง ไม่สงเคราะห์แบ่งปันเศษเสี้ยวพระเมตตาของพระองค์เมตตานางบ้าง..? กระทั่งในเวลานั้น...ในเวลานั้น..

 

                นี่คือการตอบแทนของพระองค์หรือ !?

               

                “นี่เธอ..” ไอริสไม่อาจหักห้ามน้ำตาได้ ภาพที่เห็นช่างสะเทือนใจนัก และเมื่อรู้ตัวอีกครั้ง..

               

                ฉัวะ

 

 

                “.....ไม่ฆ่า...ก็ถูกฆ่า...โลกนี้มันก็มีอยู่แค่นี้” หอกยาวเสียบทะลุร่าง มือทั้งสองที่จับด้ามโชกชุ่มด้วยเลือด และเมื่อดึงหอกกลับมาก็ทำให้เครื่องแบบขาวยิ่งเปรอะรอยแดงกระเซ็นไปกว่าครึ่ง

                เทวทูตในยามนี้ไม่ต่างกับยมทูตเลยสักนิด..ชาริสมองร่างบางทรุดตัวลงกับพื้นดิน ทว่ากลับมีรอยยิ้ม

 

 

 

                “ยิ้มอะไร?” เขาฉวยโอกาสสังหารนางแท้ๆ ยังมีเรื่องอะไรน่ายิ้มอีกหรือ?

                “ไม่รู้สิ..ชั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน นี่...ขอดูหน้าเธอชัดๆ..หน่อยได้ไหม..? ชั้นมองไม่ค่อย...เห็นแล้วล่ะ” นางยื่นมือออกไปในอากาศ ควานหาบางสิ่งในความว่างเปล่าจนกระทั่งคนที่เธอเรียกหาในวาระสุดท้ายประคองเธอขึ้นมา

                นางยิ้มอย่างพอใจ มองผ่านความมืดเข้าไปยังแววตาของเขา

                 “...เธอชื่ออะไร?”

                เขาอ้าปากครั้งหนึ่ง..ไม่ได้พูดอะไร แต่นางก็ยังรอคอยคำตอบ ไอริสยกปลายนิ้วที่ค่อยๆเย็นเฉียบลงเรื่อยๆขึ้นสัมผัสใบหน้าของเขา

 

                “......ชาริส ซินเทีย”

                “ซินเทีย...น้ำตาแห่งบาป...? อา.. เหมาะกับเธอเหลือเกิน..” มือของนางเย็นเป็นน้ำแข็ง

“..ชั้นเห็น..แววตา..แววตาของเธอ..ที่เป็นแบบเดียวกัน..ความเจ็บปวดแบบเดียวกัน..ความรู้สึกแบบเดียวกันกับชั้น..ดีจริงๆ..อย่างน้อยตอนนี้ชั้น..ไม่โดดเดี่ยวเหมือนตอนที่จากมา..อีกแล้ว”

                “นั่นมันเจ้าคิดเอาเอง..” เขาหลบตา

                “คิก ดูทำหน้าเข้าสิ..?”

                “...”

                “ชาริส..ข้าเห็น...เห็นสีขาวในตัวเจ้า...สีขาวที่แตกสลายไปแล้ว...แต่เศษเสี้ยวของสีขาวก็ยังเป็นสีขาว...สีขาวเหมือนปีกของเจ้า..”

                “เจ้าคิดของเจ้าเอง”

 

                เทพีไอริสหัวเราะคิกแต่กลับทำให้นางสำลักจนตกโยน มุมปากเปรอะคราบเลือด แววตาระโหย

                “...ชาริส..ฟังข้า..นะ เก็บสีขาว..พวกนั้นไว้ ถึงแม้มันจะแตกไปแล้วแต่ก็จงเก็บมันไว้...ไม่ใช่...เพื่อใคร...แต่เพื่อ...ตัวเอง...เพื่อตัวเจ้าเอง...ไม่อย่างนั้นเจ้าจะทรมานไปอีก....ชั่วชี..วิต” เสียงของนางแหบแห้งและแผ่วเบาลงเรื่อยๆ

                “บางที...เราน่าจะพบกัน..เร็ว...กว่านี้...”

                “ไอริส..”

                “เจ้าเหมาะ..กับปีกสีขาว...จริงๆ...ขอบคุณ..นะ ชาริ..ส..” นางปิดเปลือกตาลงอย่างเชื่องช้า ผ่อนลมหายใจสุดท้ายอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งมันจางหายไปกับสายลม

 

               “ไอริส...!? ไอริส!!”

                เทวทูตไม่เข้าใจว่าเขาจะพยายามเรียกนางไปเพื่ออะไร แต่ไม่ว่าจะเพื่อสิ่งใด..นางก็ไม่อาจลืมตาขึ้นมาได้อีกแล้ว ทิ้งไว้เพียงเสียงแผ่วเบาที่ยังสะท้อนอยู่ในความทรงจำ

 

 

 

                เจ้าเหมาะกับปีกสีขาวจริงๆ..

 

                “ปีกสีขาว..” มันสีขาวจริงหรือ..? ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดเช่นนี้มันยังเป็นสีขาวอยู่หรือ..? ถึงอยากถามเพียงใดก็ไม่มีใครตอบได้อีกแล้ว..ความหมายของประโยคนั้นของนาง..

                ใบหน้าของนางยามสิ้นลมประดับรอยยิ้มน้อยๆ สุขสงบราวกับคนหลับฝัน ดูมีความสุขยิ่งกว่ายามมีลมหายใจเสียอีก นี่หมายความว่าอย่างไรกัน นางสมหวังในสิ่งที่ต้องการแล้วหรือ?

 

                มือเรียวซีดขาวร่วงลงพื้นดินอย่างสงบ ตรงข้ามกับมืออุ่นร้อนที่เกร็งแน่นจนขึ้นเอ็น

 

                หากความตายคือการหลุดพ้น...แล้วผู้ที่ยังไม่ตายเล่า...?

 

 

 

                “โธ่ว้อยยยยย!!!!!!!!!!!!!!!!!”

===============================
จบไปอีกตอน ถ้าว่างเดี๋ยววาดรูปมาแปะค้าบ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ m(_ _)m

edit @ 1 Nov 2013 00:36:17 by RIN

Comment

Comment:

Tweet

ยินดีด้วยค่ะ
ตัวละครของคุณผ่านเนื้อเรื่องหลักบทที่ 2 (The Cryptic Disguise) แล้วค่ะ

#1 By PSE†Apocalypse on 2013-11-01 18:02